หน่วยที่ 2

พื้นฐานการใช้งานโปรแกรม Adobe Photoshop CS5

 

1การสร้างไฟล์ภาพใหม่

              การสร้างไฟล์ภาพใหม่นั้นจะต้องกำหนดขนาดของภาพก่อน เพื่อระบุขนาดของภาพในการใช้งานจริง ภาพที่กำหนดนั้นจะมีคุณภาพของงานแตกต่างกันตามประเภทของไฟล์ที่บันทึก ซึ่งมีขั้นตอนการสร้างไฟล์หรือการกำหนดเอกสารดังต่อไปนี้

  1. คลิกที่เมนู File
  2.  เลือก New
  3. กำหนดค่าต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
  • Name                                 ตั้งชื่อไฟล์ใหม่
  • Preset                                กำหนดขนาดหน้าต่างการทำงาน
  • Width                                 กำหนดความกว้าง 600 Pixels
    • Pixels                     พิกเซล
    • Inches                   นิ้ว
    • Cm                         เซนติเมตร
    • Mn                          มิลลิเมตร
    • Point                      จุด
    • Picas                      ไพคัส
    • Columns                สดมภ์
  • Height                                กำหนดความสูง 450 Pixels
  • Resolution                          กำหนดความละเอียดของภาพเป็น 100 Pixels
  • Color Mode                        กำหนดโหมดสีภาพเป็น RGB Color
    • Bitmap                   แบบจุดสี
    • Gray Scale             แบบขาวดำ
    • RGB                       แบบ Additive
    • CMYK                     แบบใช้กับสื่อสิ่งพิมพ์
    • Lab Color               แบบไม่คำนึงถึงอุปกรณ์ที่นำมาใช้
  • Background Color กำหนดสีพื้นหน้าต่างที่เป็นสีขาว
    • White                     สีขาว
    • Background Color พื้นหลังตามสีที่ตั้งไว้
    • Transparent           พื้นหลังแบบโปร่งแสง

 

2การเปิดไฟล์รูปภาพ

            การเปิดไฟล์รูปภาพที่คือการแสดงรูปภาพประเภท .jpg . bmp .tiff ตลอดจนไฟล์ .psd ซึ่งเป็นไฟล์หลักที่สร้างสรรค์ขึ้นจากโปรแกรม Photoshop CS5 โดยวิธีการเปิดรูปภาพ สามารถทำได้ดังนี้

  • คลิกเมนู File > Open หรือกดแป้น Ctrl+O
  • คลิกเลือกประเภทไฟล์รูปภาพ ซึ่งมีหลากหลายประเภทตามลักษณะหน้าที่การใช้งาน
    • .PSD          เป็นไฟล์มาตรฐานที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรม Photoshop สามารถเปิดไฟล์ที่สร้างขึ้นด้วยเวอร์ชันก่อนหน้านี้ได้ด้วย
    • .BMP          เป็นไฟล์มาตรฐานของระบบปฏิบัติการ Windows
    • .TIFF          เป็นไฟล์ที่สามารถใช้ได้ทั้งเครื่อง PC และ Macintosh ซึ่งส่วนใหญ่ใช้งานโปรแกรมเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์
    • .GIF         เป็นไฟล์ที่ใช้กันมากในสร้างเว็บไซต์ เพราะไฟล์มีขนาดเล็ก สะดวกต่อการแสดงผลบนหน้าเว็บและระบบอินเตอร์เน็ต
    • .JPG          เป็นไฟล์ที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เพราะมีขนาดเล็กง่ายต่อการบีบอัดข้อมูล สามารถสร้างขึ้นได้จากโปรแกรมกราฟิกทั่วไป
    • .PCT        เป็นไฟล์ที่ใช้กันบนเครื่อง Macintosh เท่านั้น มีขนาดของไฟล์ที่ใหญมาก
    • .RAW          เป็นไฟล์ที่สามารถยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานในต่าง Application หรือต่างเครื่องคอมพิวเตอร์
    • .PNG          เป็นไฟล์ที่พัฒนาต่อจาก GIF ซึ่งมีข้อดี คือจะเกิดความสูญเสียน้อยมากหากมีการบีบอัดข้อมูล ทำให้มีความเหมาะสมในการโอนถ่าย ข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต         
  • คลิกเลือกไฟล์รูปที่ต้องการ ซึ่งเมื่อใดที่เราคลิกรูปภาพโปรแกรมจะแสดงรูปภาพตัวอย่าง ขึ้นมา
  • คลิกปุ่ม Open เพื่อเปิดไฟล์รูปภาพ

3การบันทึกไฟล์ (Save File)

            คือการบันทึก File หรือ ไฟล์ ภาพนั้นที่ทำการบันทึกไฟล์จะมีคุณภาพแตกต่างกันตามประเภทของไฟล์ที่บันทึก โดยการเลือกประเภทของไฟล์ภาพนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับงานที่จะนำรูปภาพมาประยุกต์กับโปรแกรมต่าง ๆ ในภายหลังได้ดังนี้

1PSD (Photoshop)

                เป็นไฟล์ที่ได้จากการทำงาน Photoshop ซึ่งไม่มีการบีบอัดขนาดไฟล์ภาพ ทำให้ไฟล์ประเภทนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่มีข้อดีคือ เราสามารถเปิดไฟล์แบบ PSD ขึ้นมาเพื่อแก้ไขได้ โดยที่โครงสร้างแบบ Layer จะคงอยู่เหมือนเดิม

 

2JPG,JPEG ( Joint Photographic Experts Group)

                JPEG เป็นไฟล์ภาพที่ใช้งานมากที่สุดใน Photoshop ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการตกแต่ง หรือรีทัชได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถแสดงสีได้สูงถึง 16.7 ล้านสี สำหรับภาพแบบ 8 บิต ส่วนใหญ่เป็นภาพเสมือนจริง เช่น ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพคน หรือภาพที่สามารถไล่โทนสีสวยงาม

3GIF (Graphics Interchange Format)

            เป็นประเภทของไฟล์ภาพที่เหมาะกับงานด้านเว็บไซต์ เนื่องจากสามารถลดทอนสีลงให้เหลือประมาณ 256 สี เพื่อให้ไฟล์ภาพมีขนาดเล็กลง จึงเหมาะกับงานที่มีรายละเอียดสีไม่มาก เช่น โลโก้ หรือภาพการ์ตูน ที่สำคัญ ไฟล์ภาพประเภทนี้ยังสามารถแสดงภาพแบบพื้นหลังทะลุ (Transparency) และใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย

4PNG (Portable Network Graphics)

            PNG เป็นไฟล์ที่รวมเอาคุณสมบัติของไฟล์แบบ GIF และ JPEG เข้าด้วยกันคือ สามารถบีบอัดภาพให้เล็กลงได้มากกว่า GIF ถึง 30% แต่ก็ยังแสดงสีได้เหมือนกับภาพแบบ JPEG นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกพื้นหลังแบบทะลุ (Transparency) เพื่อนำไปใช้กับพื้นหลังแบบต่าง ๆ ได้โดยที่ไม่มีปัญหาขอบหยักเหมือนไฟล์แบบ GIF

5TIFF (Tagged Image File Format)

            เป็นไฟล์ที่สร้างในโปรแกรม Photoshop เพื่อนำไปใช้กับงานสิ่งพิมพ์เนื่องจากสามารถเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ของภาพได้เป็นอย่างดี และไฟล์ประเภทนี้สามารถใช้ได้กับทั้งเครื่อง PC และเครื่อง Macintosh

 

4การบันทึกไฟล์ที่สามารถนำไปแก้ไขได้ในภายหลัง

1คลิกเมนู File เลือก Save จะปรากฏหน้าต่างบันทึกไฟล์

2เลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการเก็บไฟล์ภาพ

3ตั้งชื่อไฟล์ภาพที่ช่อง File Name

4เลือกนามสกุลของไฟล์ภาพหรือรูปแบบของไฟล์ภาพที่ช่อง Format (ในที่นี้ให้เลือกเป็น PSD เพื่อเก็บไฟล์ภาพไว้ใช้งานหรือแก้ไขในภายหลังได้)

5คลิกที่ปุ่ม SAVE

 

5การบันทึกไฟล์ที่ใช้ได้ทันที

1เลือกเมนู File เลือก Save As จะปรากฏหน้าต่างบันทึกไฟล์

3ตั้งชื่อไฟล์ภาพที่ช่อง File Name

4เลือกนามสกุลของไฟล์ภาพหรือรูปแบบของไฟล์ภาพที่ช่อง Format (ในที่นี้ให้เลือกเป็น JPEG เพื่อนำไฟล์ภาพไปใช้งาน) 

5คลิกที่ปุ่ม SAVE (บันทึกนามสกุล .JPEG) จะปรากฏหน้าต่าง ปรับเปลี่ยนคุณภาพของไฟล์ภาพ โดยการกำหนดค่า Image Options ซึ่ง Quality คือ คุณภาพของไฟล์ประกอบด้วย

    • Low                        ไฟล์คุณภาพต่ำ
    • Medium                  ไฟล์คุณภาพปานกลาง
    • High                       ไฟล์คุณภาพดี
    • Maximum                ไฟล์คุณภาพดีที่สุด
    • Small File/Large File การปรับขนาดไฟล์ภาพ โดยถ้าลากแถบเลื่อนไป

                              ด้านซ้ายไฟล์ภาพมีขนาดเล็กลง แต่ถ้าเลื่อนไป

ทางขวามือไฟล์ภาพจะมีขนาดใหญ่

Format Options คือ คุณสมบัติไฟล์รูปภาพ ประกอบด้วย

  • Baseline (“Standard”) กำหนดเป็นไฟล์แบบมาตรฐานสามารถรองรับบราวเซอร์ได้หลายบริษัท
  • Baseline Optimized กำหนดเป็นไฟล์แบบลดคุณภาพของสีลง แต่ใช้ได้กับบางบราวเซอร์
  • Progressive กำหนดไฟล์แบบแสดงภาพขึ้นมาทีละนิดขณะโหลดไฟล์ ใช้ได้กับบางบราวเซอร์
  • Size คือ ขนาดของไฟล์รูปภาพซึ่งเริ่มที่ 14.4 Kbps ถึง 2 Mbps

 

6การปรับขนาดและความละเอียดของรูปภาพ

            รูปที่นำเข้ามาใช้งานนั้น อาจมีขนาดและความละเอียดที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องปรับขนาดและความละเอียดดังต่อไปนี้

  • คลิกเมนู Image > Image Size หลังจากนั้นจะปรากฏไดอะล็อกบ๊อกซ์ Image Size

 

  • กำหนดค่าออปชั่นในส่วนของ Document Size  ซึ่งประกอบด้วย
    • Width                     กำหนดความกว้างของขนาดรูปภาพ
    • Height                    กำหนดความสูงของรูปภาพ
    • Resolution              กำหนดความละเอียดของรูปภาพ
  • คลิกปุ่ม OK

 

7การปรับพื้นที่กระดานออกแบบ

            พื้นที่กระดานออกแบบรูปภาพ ประกอบด้วยความกว้าง (Width) และความสูง (Hight) ซึ่งได้จากการสร้างรูปภาพขึ้นมาใหม่ หรือเปิดรูปภาพที่ถ่ายไว้จากกล้องดิจิตอล แต่ในบางครั้งอาจมีความต้องการที่จะปรับให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นก็ทำได้โดยกำหนดค่า Canvas Size ด้วยวิธีการต่อไปนี้

  • คลิกเมนู Image > Canvas Size หลังจากนั้นปรากฏไดอะล็อกบ๊อกซ์ Canvas Size
  • กำหนดค่าออปชั่นในส่วนของ New Size ซึ่งสามารถอ้างอิงค่าจากหน่วยวัดที่ปรากฏอยู่

ทางด้านบนได้โดยหากขนาดใหม่ที่กำหนดนั้นเล็กกว่าจะส่งผลให้รูปภาพถูกตัดออกเพื่อให้พอดีกับขนาดที่กำหนดไว้ แต่ถ้ามีขนาดใหญ่กว่าก็จะแสดงค่าสีตามที่กำหนดไว้ในส่วนของ Canvas extension color (สามารถคลิกปุ่มลูกศรเพื่อควบคุมด้านบน ด้านขวา ด้านซ้าย  ด้านล่าง หรือกึ่งกลางของการเพิ่มหรือลดขนาดได้)

    • Width                     กำหนดความกว้างของขนาดรูปภาพ            Height              กำหนดความสูงของรูปภาพ
  • คลิกปุ่ม OK

8การขยายและย่อภาพด้วย Zoom

            Zoom เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับกำหนดให้การแสดงภาพมีขนาดใหญ่หรือเล็กลงด้วยวิธีการขยายปรับย่อขนาดของภาพในการแสดงผล ซึ่งเครื่องมือ Zoom จะถูกนำมาใช้บ่อยครั้งสำหรับการรีทัชภาพถ่ายประเภทซ่อมแซมภาพ เพื่อทำให้เห็นรายละเอียดจุดเล็ก ๆ ได้อย่างชัดเจน

  • Resize Windows To Fit          กำหนดให้ปรับขนาดของหน้าต่างโปรแกรมเพื่อให้

                                          พอดี

กับขนาดของภาพที่ซูม

  • Zoom All Windows                กำหนดให้ซูมหน้าต่างวินโดวส์ทั้งหมด
  • Actual Pixels             กำหนดให้แสดงภาพเท่าขนาดจริง
  • Fit Screen                             กำหนดให้ภาพมีขนาดพอดีกับพื้นที่ทำงาน
  • Full Screen                           กำหนดให้ภาพมีขนาดใหญ่เต็มหน้าจอ
  • Print Size                              กำหนดให้แสดงเท่ากับการพิมพ์รูปภาพทางเครื่องพิมพ์
  • 1 เปิดไฟล์รูปภาพ จากนั้นคลิกที่เครื่องมือ Zoom
    2 นำเมาส์ที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ มาคลิกบนรูปภาพควบคู่กับการกดแป้นคีย์บอร์ด

9การเจาะจงตำแหน่งที่ต้องการย่อขยายภาพ

            เมื่อต้องการโฟกัสตำแหน่งใด ๆ เพื่อย่อหรือขยายขนาดการแสดงผลของตำแหน่งนั้น สามารถใช้เครื่องมือ Zoom ได้ด้วยการแดรกเมาส์ดังต่อไปนี้

  1. เปิดไฟล์รูปภาพจากนั้นคลิกเครื่องมือ Zoom
   2 แดรกเมาส์ในบริเวณพื้นที่ที่ต้องการขยายหรือย่อภาพ โดยสามารถกดแป้น Alt ที่คีย์บอร์ดควบคู่ได้ด้วย

10การเลื่อนดูภาพด้วยเครื่องมือ Hand

      เครื่องมือ Hand ใช้สำหรับเลื่อนดูภาพที่มีขนาดใหญ่ ๆ โดยใช้เพื่อเลื่อนดูภาพในบริเวณอื่น ๆ ด้วยวิธีการแดรกเมาส์เลื่อนขึ้นหรือลงตามความต้องการ

  • Actual Pixels                กำหนดขนาดเท่าขนาดจริง
  • Fit Screen                    กำหนดให้พอดีกับพื้นที่ทำงาน
  • Fill Screen                    กำหนดขนาดเต็มหน้าจอ
  • Print Size                      กำหนดขนาดเท่าที่จะพิมพ์
  1. คลิกเครื่องมือ Hand
     2 นำเมาส์ไปวางไว้บนรูปภาพแล้วแดรกเมาส์ (ลากเมาส์เลื่อนขึ้นหรือลง) เพื่อเลื่อนดูรูปภาพบริเวณอื่น ๆ ที่ไม่สามารถแสดงได้ทั้งหมดตั้งแต่แรก

 

11การปรับขนาดภาพด้วย Navigator Panel

            Navigator Panel มีหน้าที่ควบคุมการแสดงผลของรูปภาพ โดยเราสามารถเลื่อนดูภาพ หรือเลื่อนตำแหน่งรูปภาพในบริเวณอื่น ๆ โดยที่เราจะต้องเรียกใช้ Navigator ด้วยวิธีการคลิกเมนูคำสั่ง Windows >Navigator

  • หมายเลข 1 คือ แสดงกรอบรูปภาพบริเวณที่ดูภาพ
  • หมายเลข 2 คือ เปอร์เซ็นต์ย่อ-ขยายภาพ
  • หมายเลข 3 คือ แถบเลื่อนตำแหน่งรูปภาพให้ใหญ่-เล็ก

12การปรับทิศทางรูปภาพ

เมื่อคุณต้องการนำรูปภาพหนึ่ง ๆ มาวางประกอบไว้บนอีกรูปภาพหนึ่งหรือบนหน้าเว็บเพจที่กำลังออกแบบอยู่นั้น ในบางครั้งอาจต้องมีการปรับทิศทางของรูปภาพให้มีความเหมาะสมหรือตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น ซึ่งในโปรแกรม Photoshop จะประกอบด้วยเครื่องมือและคำสั่งที่เรียกว่า Transform

            การปรับเปลี่ยนอาจทำได้ด้วยวิธีการแดรกเมาส์เพื่อกำหนดทิศทางด้วยตนเอง หรือระบุค่าที่ต้องการบนออปชันบาร์ก็ได้ (แต่ส่วนมากแล้วมักนิยมใช้วิธีการแดรกเมาส์มากกว่า)

  • หมายเลข 1 คือ กำหนดตำแหน่งวัตถุ
  • หมายเลข 2 คือ กำหนดขนาดโดยอ้างอิงค่าเดิม
  • หมายเลข 3 คือ การหมุนวัตถุ
  • หมายเลข 4 คือ มุมการบิดวัตถุ
  • หมายเลข 1 คือ ตำแหน่งจุดศูนย์กลางของการปรับ
  • หมายเลข 2 คือ ตัวชี้แสดงการย่อขยายในแนวตั้ง
  • หมายเลข 3 คือ ตัวชี้แสดงการย่อขยายในมุมทแยง
  • หมายเลข 4 คือ ตัวชี้แสดงการหมุนของภาพ
  • หมายเลข 5 คือ ตัวชี้แสดงการเลื่อนพื้นที่

 

13การปรับวัตถุด้วยคำสั่งในกลุ่ม Transform

            คำสั่งต่าง ๆ ในกลุ่มของTransform จะเกี่ยวข้องกับการปรับทิศทางหรือรูปทรงของวัตถุ ซึ่งประกอบด้วย

  • คลิกเมนู Edit
  • เลือก  Transform
  • เลือกรูปแบบการปรับทิศทางดังนี้
  • Scale                                 การปรับขนาดของวัตถุ (ภาพ)
  • Rotate                                การหมุนภาพ
  • Skew                                  การบิดภาพ
  • Distort                                การบิดภาพแบบอิสระ
  • Perspective                        การบิดภาพแบบมุมมองเสมือนจริง
  • Warp                                  การปรับและบิดภาพเป็นแบบเส้นโค้ง
  • Rotate        180                 หมุนภาพ 180 องศา
  • Rotate        90 CW            หมุนภาพ 90 องศาตามเข็มนาฬิกา
  • Rotate        90 CCW          หมุนภาพ 90 องศาทวนเข็มนาฬิกา
  • Flip Horizontal                    สลับทิศทางวัตถุในแนวนอน
  • Flip Vertical                        สลับทิศทางวัตถุในแนวตั้ง

14การบิดภาพด้วย Skew

            การบิดภาพด้วยคำสั่ง Skew  ทำให้ภาพมีลักษณะเอียงตามต้องการโดยจะต้องคลิกที่ปุ่มแฮนเดิลเพื่อบิดวัตถุในแนวเดียวกับเส้นกรอบรอบภาพด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น  ซึ่งเรียกใช้คำสั่งนี้ได้จากเมนู

 

Edit    >  Transform      >  Skew

15การบิดภาพแบบอิสระด้วย Distort

            การบิดภาพด้วย Distort มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับ Skew ซึ่งจุดที่แตกต่างและพิเศษกว่าคือความอิสระในการบิดที่ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องบิดไปในแนวเดียวกับเส้นกรอบรอบวัตถุในด้านหนึ่งเลือกใช้คำสั่งโดยการคลิกเมนู

Edit  >  Transform >  Distort

16.  การบิดภาพแบบมุมมองเสมือนจริงด้วย Perspective

      การบิดภาพด้วยคำสั่ง Perspective จะทำให้มีลักษณะการมองแบบมีมิติทั้งความกว้าง,ความยาว และความลึก เหมือนกับการมองเห็นด้วยสายตา (ภาพหรือวัตถุที่อยู่ใกล้สายตาจะมองเห็นชัดส่วนวัตถุที่อยู่ห่างไกลออกจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจน) นักเรียนสามารถเลือกใช้คำสั่งโดยการคลิกเมนู

Edit  >Transform  >Perspective

17การหมุนภาพตามองศา

            ลักษณะของการหมุนภาพตามองศาที่กำลังจะเรียนรู้นี้ก็คือ ส่วนหนึ่งของคำสั่งในกลุ่ม Rotate ที่ประกอบด้วยมุมฉากหรือมุมองศาที่โปรแกรมกำหนดไว้ให้ตายตัว ซึ่งประกอบด้วยมุม 180  องศา, 90 องศาตามเข็มนาฬิกา และ 90 องศาทวนเข็มนาฬิกาจากคำสั่งต่อไปนี้

  • หมุนวัตถุใน 180 องศา             ด้วยคำสั่ง Edit >  Transform  > Rotate 180
  • หมุนวัตถุใน 90 องศาตามเข็มนาฬิกา   ด้วยคำสั่ง Edit  > Transform  > Rotate 90 CW(Clockwise)
  • หมุนวัตถุใน 90 องศาทวนเข็มนาฬิกา   ด้วยคำสั่ง Edit  > Transform >  Rotate 90 CCW(Counterclockwise)

18การสลับทิศทางภาพด้วยคำสั่ง Flip

            คำสั่ง Flip ถูกนำมาใช้สำหรับงานที่ต้องการสร้างภาพการสะท้อนหรือตกกระทบ เช่น เงาบนพื้นผิวโดยการสลับทิศทางของภาพการสลับทิศทางหรือการพลิกวัตถุนั้นเป็นการสลับวัตถุระหว่างอีกด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง โดยกลุ่มคำสั่งของ Flip ประกอบด้วย

  • Edit >  Transform  > Flip Horizontal     สลับทิศทางวัตถุในแนวนอน
  • Edit  > Transform  > Flip Vertical          สลับทิศทางวัตถุในแนวตั้ง

19การบิดปรับภาพด้วยคำสั่ง Warp

            คำสั่ง Warp เป็นการปรับทิศทางและรูปทรงของภาพได้อย่างอิสระเนื่องจากมีจุดแองเคอร์ในการควบคุมการบิด ทำให้นำไปประยุกต์สร้างชิ้นงานได้อย่างหลากหลาย

  1. เปิดไฟล์รูปภาพขึ้นมา                                               
  2. จากนั้นคลิกเมนู Edit >  Transform >  Warp
  3. ทำการปรับเส้น Warp ด้วยการแดรกเมาส์ที่จุดของเส้น Warp โดยให้ค่อย ๆ ปรับทีละจุดจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ และกดแป้น Enter ที่คีย์บอร์ด

20การยกเลิกและการย้อนกลับการทำงาน

            เมื่อนักเรียนต้องการยกเลิกการรีทัชหรือการใช้คำสั่งต่างๆที่ทำไปแล้วก่อนหน้านี้สามารถใช้คำสั่งต่าง ๆ เพื่อยกเลิกการทำงานเหล่านั้นได้ จากการใช้คำสั่ง Edit โดยโปรแกรม Photoshop  CS 5 ได้ จำแนกกลุ่มเครื่องมือและคำสั่งที่ใช้สำหรับการทำงานดังต่อไปนี้

  • ยกเลิกการทำงานด้วยคำสั่ง การยกเลิกหรือย้อนการทำงานด้วยรูปแบบของคำสั่งสามารถเรียกใช้งานผ่านทางเมนูคำสั่ง Edit คือ
    • Edit > Undo                       ย้อนกลับการใช้งานคำสั่งที่ตกแต่งภาพ 1 คำสั่งก่อน

                                  หน้านั้น (ย้อนกลับได้เพียง 1 คำสั่ง)

    • Edit > Redo                       เรียกใช้คำสั่งเดิมในการตกแต่งภาพ มางานใหม่อีก

                                  ครั้ง (เรียกใช้ได้เพียง 1 คำสั่ง สัมพันธ์กับ Undo)

    • Edit > Step Backward        ย้อนกลับการทำงานครั้งละ 1 คำสั่งเริ่มจากคำสั่ง

                                  ล่าสุด

    • Edit > Step Forward          เรียกใช้คำสั่งมาใช้งานใหม่ครั้งละ 1 คำสั่งโดยเริ่ม

                                  จากคำสั่งล่าสุด (สัมพันธ์กัน )

 

21การลบคำสั่งที่ตกแต่งภาพภายใน History Panel

            ฮิสโตรี พาเนล (History Panel)  เป็นพาเนลที่ใช้สำหรับการจัดเก็บคำสั่งและเครื่องมือทั้งหมดที่ใช้ในการรีทัชหรือออกแบบชิ้นงานนั้น ๆ โดยจะแสดงรายละเอียดทั้งหมดเอาไว้และเมื่อใดก็ตามที่นักเรียนต้องการยกเลิก หรือลบบางคำสั่งออกไปก็สามารถทำได้โดยทันที ซึ่งจะส่งผลต่อรูปภาพที่ตกแต่ง(เนื่องจากบางคำสั่งถูกลบออกไปทำให้ผลลัพธ์ของภาพเปลี่ยนแปลงไปด้วย) ซึ่งสามารถจัดเก็บกลุ่มคำสั่งได้ทั้งหมด 20 คำสั่ง

  • 1คลิกปุ่ม   History
    2คลิกปุ่ม           เพื่อเรียกใช้คำสั่งของ History ซึ่งประกอบด้วย
    • Step Forward               เรียกใช้คำสั่งที่ถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้ 1 คำสั่ง
    • Step Backward            ยกเลิกคำสั่งที่ใช้งานก่อนหน้านี้ 1 คำสั่ง
    • New Snapshot             บันทึกการทำงานในช่วงเวลาที่ต้องการ
    • Delete                          ลบคำสั่งที่ใช้งานภายใน History
    • Clear History                ลบคำสั่งทั้งหมดภายใน History
    • New Document            สร้างเอกสารขึ้นมาใหม่
  • 3 เลือกคำสั่งที่ต้องการใช้งาน

22การลบคำสั่งภายใน History Panel ด้วย Delete

            คำสั่ง Delete คือคำสั่งที่ใช้ในการลบคำสั่งที่ถูกจัดเก็บเอาไว้ใน History Panel ซึ่งจะทำให้สามารถจัดเก็บคำสั่งใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามาได้

  1. คลิก จาก History Panel
  2. คลิกปุ่ม  เพื่อเรียกใช้คำสั่ง History
  3. เลือกคำสั่ง delete
      4 คลิกปุ่ม Yes เพื่อตกลงการลบคำสั่ง

23การลบคำสั่งทั้งหมดภายใน History Panel ด้วยคำสั่ง Clear History

            Clear History ใช้สำหรับลบกลุ่มคำสั่งทั้งหมดที่จัดเก็บเอาไว้ภายใน History Panel โดยที่ไม่มีผลต่อภาพ

  1. คลิก จาก History Panel
  2. คลิกปุ่ม    เพื่อเรียกใช้คำสั่งของ History
  3. เลือกคำสั่ง Clear History

24การสร้าง Snapshot เพื่อบันทึกการทำงาน

            Snapshot เป็นการบันทึกรูปภาพในขั้นตอนที่ต้องการในช่วงเวลาต่าง ๆ เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการทำงานอย่างอื่นได้อีกในภายหลัง นักเรียนสามารถสร้าง Snapshot เพื่อจัดเก็บการทำงานทั้งหมดเอาไว้ ในรูปแบบของไฟล์รูปภาพ แล้วทำงานไปเรื่อย ๆ โดยสามารถย้อนกลับไปยังสถานที่จัดเก็บไว้ได้

  • คลิก    จาก History Panel
  • คลิกปุ่ม       เพื่อเรียกใช้คำสั่งของ History
  • เลือกคำสั่ง New Snapshot
  • กำหนดชื่อ Snapshot ในช่อง Name และเลือกออปชั่น From เพื่อกำหนดคุณสมบัติของ

Snapshot ซึ่งมีให้เลือกดังต่อไปนี้

  • Full Document             เก็บข้อมูลของทุกเลเยอร์ และรักษาสถานะของแต่ละเลเยอร์ไว้
  • Merged Layers             รวมทุกเลเยอร์เข้าด้วยกันให้เป็นเลเยอร์เดียว
  • Current Layer              เก็บข้อมูลของเลเยอร์ปัจจุบันที่กำลังเลือกเท่านั้น