หน่วยที่ 3

การใช้งานเลเยอร์ (Layers)

 

            การทำงานกับไฟล์ภาพใน Photoshop CS5 จำเป็นต้องรู้จักกับ Layer ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการตัดต่อ ปรับแต่ง แก้ไขภาพ โดยเราสามารถใช้กับบางส่วนของภาพโดยไม่ส่งผลกระทบกับส่วนอื่น ๆ ซึ่งนักเรียนจำเป็นต้องทำความรู้จักกับเลเยอร์ เพื่อให้สามารถควบคุมและสร้างงานที่ซับซ้อนได้อย่างต้องการ

            การทำงานใน Photoshop CS5 จำเป็นต้องรู้จักเลเยอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการตัดต่อภาพ โดย Layer ในPhotoshop CS5 จะมีลักษณะเหมือนแผ่นใสที่วางซ้อนกัน โดยวัตถุที่อยู่ด้านบนจะบังทับวัตถุที่อยู่ด้านล่าง และถ้าหากวัตถุชิ้นบนมีการเจาะทะลุ เราก็สามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ด้านล่างได้ด้วย โดยศึกษารูปแบบการทำงานของเลเยอร์ ได้จากภาพตัวอย่างต่อไปนี้

รูปที่ 1 ตัวอย่างการทำงานของเลเยอร์

1รู้จักกับพาเนล Layers

            พาเนล Layers  เป็นส่วนที่ใช้ควบคุมลำดับของเลเยอร์ เพิ่มหรือลดเลเยอร์ ซ่อนหรือแสดงเลเยอร์ รวมถึงการใส่เอฟเฟกต์ให้ภาพในแต่ละเลเยอร์ ได้โดยผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานเลเยอร์ ได้หลากหลายวิธีดังนี้

  • คลิกเมนู Windows > Layer
  • กดปุ่ม F7
  • คลิกปุ่ม       
  • คลิกเลือก พาเนล Layer

รูปที่ 2 พาเนล Layer

2ส่วนประกอบของ Layers

            เมื่อมีการสร้างงานด้วย Photoshop CS5 เราจำเป็นต้องทำงานที่หลากหลายกับพาเนล Layers ไม่ว่าจะเป็นการใส่เอฟเฟ็กต์ การสร้างมาส์ค หรือแม้แต่การซ่อนเลเยอร์เพื่อดูผลลัพธ์ในลักษณะต่าง ๆ โดยส่วนประกอบที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

รูปที่ 3 ส่วนประกอบเลเยอร์

3การจัดการเลเยอร์เบื้องต้น

            เราสามารถจัดการกับเลเยอร์เบื้องต้นโดยการสร้างเลเยอร์ใหม่เพื่อใช้ระบายสี หรือการปรับแต่งค่าอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการให้ไปเปลี่ยนแปลงภาพในเลเยอร์เดิม รวมถึงการลบเลเยอร์ที่ไม่ต้องการทิ้งไปได้ด้วยเช่นกัน โดยวิธีการจัดการกับเลเยอร์วิธีต่าง ๆ ทำได้ดังนี้

            3.1  การสร้างเลเยอร์ใหม่

            การสร้างเลเยอร์ใหม่จะทำขึ้นเมื่อต้องการระบายสีหรือสร้างวัตถุใหม่ โดยที่ไม่ต้องการปรับแต่งภาพของเลเยอร์เดิม ซึ่งผู้ใช้สามารถแก้ไขภาพในภายหลังได้โดยการคลิกเลือกเลเยอร์ดังนี้

  1. คลิกปุ่ม Create a new layer เพื่อสร้างเลเยอร์ใหม่
  2. จะได้เลเยอร์ใหม่ตามต้องการ
** หมายเหตุ นอกจากนี้เรายังสามารถสร้างเลเยอร์ใหม่ โดยการคลิกเมนู Layer >New > Layer หรือกดปุ่ม <Shift+Crtl+N>

3.2  การสร้างสำเนาเลเยอร์ (Duplicate Layer)

ในการตกแต่งภาพบางครั้งต้องนักเรียนต้องทำสำเนาภาพในเลเยอร์เดิมมาทดลองปรับแต่เพื่อ

ป้องกันความเสียหายของภาพต้นฉบับ ซึ่งเราเรียกวิธีนี้ว่า การ Duplicate เลเยอร์ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

            วิธีที่ 1 คลิกลากเลเยอร์ที่ต้องการนำมาว่างปุ่ม     Create New Layer

            วิธีที่ 2 ใช้วิธีการกดปุ่ม Ctrl+J เพื่อสร้างสำเนาให้เลเยอร์ที่เลือก

            วิธที่ 3 ใช้วิธีการคลิกขวาที่เลเยอร์แล้วเลือก

3.3  การลบเลเยอร์

หลังจากที่เลเยอร์ใหม่ที่สร้างขึ้นมาหมดประโยชน์และเราต้องการลบทิ้ง ผู้ใช้สามารถเลือกวิธีการที่เหมาะสมได้ 3 แบบดังนี้

                        1)  การลบเลเยอร์แบบถามซ้ำ   คือการลบเลเยอร์ด้วยวิธีนี้คำสั่งจะถามซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก่อนลบทิ้ง โดยทำดังนี้

  1. คลิกเลเยอร์ที่ต้องการลบ
  2. จะเกิดได้กล่องข้อความว่าต้องการลบหรือไม่ หากต้องการลบให้กดปุ่ม Yes

2)  การลบเลเยอร์โดยการแดรกเมาส์  การลบเลเยอร์ด้วยวิธีนี้ผู้ใช้สามารถเลือก

เลเยอร์แล้วแดรกเมาส์ไปปล่อยบนปุ่ม   Delete Layer ได้ทันที โดยคำสั่งจะไม่ถามซ้ำว่าต้องการลบหรือไม่ทำให้เลเยอร์นั้นถูกลบไปทันที โดยทำได้ตามขั้นตอนดังนี้

      3การลบเลเยอร์แบบรวดเร็ว เมื่อต้องการลบเลเยอร์แบบรวดเร็ว ผู้ใช้สามารถลบ

เลเยอร์ได้ โดยคลิกเลือกที่ปุ่มเลเยอร์แล้วกดปุ่ม <Delete> บนคีย์บอร์ดได้ทันที

3.4  การเลือกเลเยอร์ในการทำงาน (Active Layer)

การเลือกเลเยอร์ในการทำงานใน Photoshop CS5  ไม่ว่าจะเป็นการย้ายตำแหน่งภาพ การย่อ-

ขยายภาพหลาย ๆ ภาพพร้อมกัน หรือแม้แต่การเลือกภาพในเลเยอร์เพื่อลบทิ้ง สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

วิธีที่ 1 คลิกเมาส์เพื่อเลือกทำงานกับภาพในเลเยอร์

วิธีที่ 2 กดปุ่ม <Shift> แล้วคลิกเลือกเลเยอร์แบบต่อเนื่องเพื่อทำงานพร้อมกัน

วิธีที่ 3 กดปุ่ม <Ctrl> แล้วคลิกเลือกเลเยอร์แบบไม่ต่อเนื่องเพื่อทำงานพร้อมกัน

3.5  การเชื่อมโยงเลเยอร์
การเชื่อมโยงเลเยอร์หรือ Link Layer  จะทำเมื่อต้องการปรับแต่งภาพ หรือเคลื่อนย้ายภาพหลายเลเยอร์พร้อม ๆ กันซึ่งสามารถทำได้โดยการเลือกเลเยอร์แล้วคลิกปุ่ม  (Link Layers) เพื่อเชื่อมโยง หรือคลิกซ้ำอีกครั้งเมื่อต้องการยกเลิกการเชื่อมโยง

  1. คลิกเลือกเลเยอร์ที่ต้องการเชื่อมโยง
  2. คลิกเลือก Link Layer

3.6การสลับเลเยอร์ (Layer Order)

            เราสามารถสลับตำแหน่งของเลเยอร์เพื่อเปลี่ยนลำดับการซ้อนทับของภาพได้ โดยให้คลิกเมาส์เลือกเลเยอร์ที่ต้องการ แล้วแดรกเมาส์ไปปล่อยไว้ด้านบนหรือด้านล่างของเลเยอร์ปลายทาง ให้สังเกตเส้นทึบสีดำที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นจุดที่สามารถปล่อยเมาส์ไว้ได้นั่นเอง

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้คีย์ลัดในการเปลี่ยนลำดับของเลเยอร์ได้เช่นเดียวกัน โดยคีย์ลัด

ต่าง ๆ มีดังนี้

  • Bring to Front        คือการย้ายเลเยอร์ที่เลือกไปไว้บนสุด กดปุ่ม <Shift+Ctrl+]>
  • Bring Forward        คือการย้ายเลเยอร์ที่เลือกไปไว้ด้านบน  1 ลำดับ กดปุ่ม <Ctrl+]>
  • Send Backward     คือการย้ายเลเยอร์ที่เลือกไปไว้ด้านล่าง 1 ลำดับ กดปุ่ม <Ctrl+[>
  • Send to Back Forward       คือการย้ายเลเยอร์ที่เลือกไปไว้ด้านล่างสุด กดปุ่ม <Shift+Ctrl+]>
  • Revers                               คือการสลับลำดับของเลเยอร์ที่เลือกทั้งหมด ทำไดโดยคลิกเมนู Layer>Arrange>Revers

3.7  การรวมเลเยอร์ (Merge Layer)

            สำหรับเลเยอร์ภาพที่ตกแต่งเรียบร้อยแล้ว หรือเลเยอร์ภาพที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน เราสามารถทำภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นเลเยอร์เดียวกันได้ เพื่อลดจำนวนเลเยอร์และขนาดไฟล์ภาพของภาพด้วย โดยวิธีรวมเลเยอร์สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบดังนี้ 

                        1)  รวมเลเยอร์ด้วยคำสั่ง Merge Down

            เราสามารถใช้คำสั่งรวมเลเยอร์โดยคำสั่ง Merge Down เมื่อต้องการรวมเลเยอร์ที่เลือกกับเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่างเข้าด้วยกัน ดังวิธีด้านล่าง

2การรวมเฉพาะเลเยอร์ที่เลือก

            ในกรณีที่ต้องการรวมเลเยอร์ภาพที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หรือภาพที่ปรับแต่งเรียบร้อยให้กลายเป็นเลเยอร์เดียวกัน สามารถทำได้โดยเลือกเลเยอร์ที่ต้องการ แล้วกดปุ่ม <Ctrl+E> เพื่อรวมเลเยอร์ที่เลือกไว้

3การรวมเลเยอร์ทั้งหมดเป็นเลเยอร์ใหม่

                        เมื่อต้องการปรับแต่งภาพ โดยนำภาพทั้งหมดของเลเยอร์ที่อยู่ด้านล่างขึ้นมาใช้งาน เช่นการใส่ฟิลเตอร์หรือการตกแต่งโทนสีโดยรวมของภาพ นักเรียนสามารถทำได้โดยการกดปุ่ม <Crtrl+Alt+Shift+E>

3.8  การล็อกเลเยอร์

            นักเรียนสามารถควบคุมการทำงานของแต่ละเลเยอร์ได้ หรือต้องการปรับแต่งอะไรต่าง ๆ ได้ เพื่อป้องกันความเสียหายของภาพ เช่น การเปลี่ยนตำแหน่งของภาพโดยไม่เจตนา หรือการลงสีในภาพที่ไม่ต้องการ ซึ่งผู้ใช้สามารถล็อกเลเยอร์แบบต่าง ๆ ได้ดังนี้

                      1Lock Transparent Pixels

คือวิธีการล็อกเลเยอร์ให้สามารถตกแต่งได้เฉพาะบริเวณที่มีเม็ดสีอยู่เท่านั้น ทำให้เมื่อ

ระบายสีการปรับแต่งอื่นๆจะไม่เกิดขึ้นบนจุดที่ไม่มีสีเลย (Tranparent Pixels) ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับการสร้าง Selection ให้กับส่วนที่ต้องการทำงาน

2Lock Image Pixels 

 คือวิธีการล็อกภาพในเลเยอร์เพื่อป้องกันการปรับค่าต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเช่น การ ระบายสี ลงสี ให้ภาพ หรือการใช้คำสั่งปรับแต่งสีที่คลิกจากเมนู Adjustments

3Lock Position

                        เป็นวิธีการล็อกตำแหน่งของภาพไว้ที่จุดเดิม แต่ผู้ใช้สามารถทำงานกับภาพในลักษณะอื่นๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงสี หรือปรับแต่งอื่น ๆ

4Lock all

                        ใช้เมื่อต้องการล็อกการปรับแต่งค่าต่าง ๆ ทุก ๆ ค่า โดยผู้ใช้จะไม่สามารถปรับแต่งค่าอะไรได้เลย

4การปรับแต่งผสานสีด้วย Blending Option

            Blending Option คือวิธีการปรับแต่งการผสานสีที่เลือกใช้ โดยให้สามารถกำหนดขอบเขตการผสานสีกับเลเยอร์ด้านล่างว่าให้มีพื้นที่กว้างแค่ไหน รวมถึงความเข้มของการผสานสีด้วย โดยเราสามารถปรับแต่งค่า Blending Option ได้ โดยคลิกเมนู Layer > Layer Style > Blending Option ซึ่งมีวิธีการปรับแต่งค่าที่น่าสนใจดังนี้

หมายเลข  1    หมายถึง   เปลี่ยนโหมดการผสานสีและกำหนดความเข้มของการผสานสี

หมายเลข  2    หมายถึง   กำหนดความเข้มของการผสานสี แต่ให้คงความเข้มของ Style บนเลเยอร์ไว้

หมายเลข  3    หมายถึง   เลือกผสานสีเฉพาะ Panel

หมายเลข  4    หมายถึง   เลือกผสานสีของเลเยอร์ที่เลือก และเลเยอร์ Background ที่อยู่ด้านล่างสุด

หมายเลข  5    หมายถึง   กำหนดขอบเขตการผสานสีโดยอิงจากความสว่างของโทนสี

หมายเลข  6    หมายถึง   กำหนดขอบเขตการผสานสี โดยวิเคราะห์ความสว่าง หรือสีในเลเยอร์ที่เลือกใช้งานอยู่

หมายเลข  7    หมายถึง   กำหนดขอบเขตการผสานสี โดยนำค่าสีของเลเยอร์ที่เลือกทำงานกับเลเยอร์ด้านล่าง

 

5การใส่สไตล์ให้เลเยอร์

            Style คือวิธีการตกแต่งภาพในเลเยอร์ให้มีคุณลักษณะพิเศษตามต้องการ เช่น การสร้างเงาของวัตถุให้ปรากฏฉากหลัง หรือการสร้างแสงให้ฟุ้งออกมาจากวัตถุ เป็นต้น โดยภาพให้แต่ละเลเยอร์สามารถเลือกใช้ Style ในการปรับแต่ได้มากกว่า 1 แบบ ดังภาพตัวอย่างที่ใช้ Style ตกแต่งภาพวงกลมธรรมดาให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น

            เมื่อต้องการเรียกใช้ Style ตกแต่งภาพในเลเยอร์สามารถทำได้ 2 แบบ คือ  คลิกเมนู Layer >Layer Style>แล้วเลือก Style หรืออีกวิธีหนึ่งที่นิยมมากกว่า คือคลิกที่ปุ่ม  (Add a Layer Style)

บนพาเนล Layers แล้วเลือก Style ที่ต้องการใช้งานได้เช่นเดียวกันดังรูปภาพด้านล่างนี้

            หลังจากที่เลือก Style ที่ต้องการแล้ว ผู้ใช้จะพบกับหน้าต่างการปรับแต่ง Layer Style ที่สามารถกำหนดค่าให้ Style  อื่นก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถคลิกเพื่อเลือกใช้งาน Style อื่น ๆ ร่วมกันได้ด้วย สำหรับการกำหนดค่าต่าง ๆ บนหน้าต่าง Layer Style แบ่งออกเป็นส่วน ๆ ดังนี้

6ประเภทของ style                                                                  

            นักเรียนสามารถเลือกประเภทของสไตล์โดยการคลิกที่ชื่อของ style ให้เกิดแถบสีน้ำเงิน และเครื่องหมายถูกในเช็คบ๊อกซ์ และเมื่อต้องการยกเลิกการใช้ Style ให้คลิกเอาเครื่องหมายถูกออกไป โดย Style แต่ละแบบจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน และมีวิธีปรับแต่งที่แตกต่างกันดังนี้

            6.1  Drop Shadow คือวิธีการสร้างเงาให้เกิดขึ้นบนฉากหลัง ซึ่งลักษณะของเงาที่ได้จะเหมือนกับการส่องไฟไปบนวัตถุแล้วจึงเกิดเงา ซึ่งสามารถกำหนดความคมของเงา หรือระยะตกกระทบได้ด้วย โดยการปรับแต่งค่าต่าง ๆ ที่สำคัญโดยนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้จากวีดีโอต่อไปนี้

          6.2  Inner Shadow คือวิธีการใส่เงาให้ภาพเช่นกัน แต่จะเป็นเงาที่เกิดขึ้นภายในรูปทรงซึ่งเงาที่ได้จะมีลักษณะเหมือนการส่องไฟจากด้านหลังของวัตถุ โดยการปรับแต่งค่าสามารถทำได้เช่นเดียวกับ Drop Shadow

          6.3  Outer Glow เป็นการสร้างแสงให้ฟุ้งออกจากตัววัตถุไปด้านหลัง เสมือนว่าวัตถุนั้นสามารถเปล่งแสงได้ ซึ่งเหมาะกับการใช้งานกับภาพที่มีฉากหลังที่ค่อนข้างมืด โดยผู้ใช้สามารถเลือกใช้สีของแสงที่ต้องการให้เปล่งออกมาด้วย

          6.4  Inner Glow คือการสร้างแสงให้ฟุ้งอยู่ภายใน ซึ่งสามารถเลือกสีและรูปแบบการ Blend สีได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดจุดกำเนิดแสงได้ว่าต้องการให้ฟุ้งออกมาจากขอบวัตถุ หรือตรงกลางของวัตถุ

          6.5  Bevel and Emboss  เป็นวิธีการใส่ Style ให้ภาพมีลักษณะนูนหรือยุบลึกลงไปบนพื้นผิว เหมือนกับการแกะสลัก

          6.6  Satin คือวิธีการสร้างพื้นผิว โดยการนำรูปทรงของวัตถุในเลเยอร์ที่ทำงานอยู่มาใช้ โดยเราสามารถกำหนดระยะการสุ่มและขนาดของพื้นผิวนั้นได้ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกนำไปใช้กับการสร้างเงาสะท้อนให้วัตถุในน้ำ หรือการสร้างวัตถุแบบโปร่งใสเหมือนแก้ว

          6.7  Color Overlay เป็น Style สำหรับใส่สีพื้นแทนที่ลงไปบนภาพในเลเยอร์ที่เลือก โดยผู้ใช้สามารถกำหนด Blending และ Opacity ซึ่งเป็นความเข้มของสีได้ด้วย

          6.8  Gradient Overlay เป็นวิธีการสร้างแถบสีหรือ Gradient ลงไปบนภาพในเลเยอร์ที่เลือก เพื่อช่วยเน้นมิติหรือสีสันของภาพให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
          6.9  Pattern Overlay คือวิธีการปูพื้นผิวลงไปบนภาพในเลเยอร์ที่เลือกทำงานอยู่ โดยผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบพื้นผิวและกำหนดการ Blending เพื่อให้กลมกลืนกับฉากหลัง

            6.10  Stoke คือวิธีการสร้างเส้นขอบให้ภาพในเลเยอร์ที่เลือก โดยผู้ใช้สามารถเลือกสีที่ต้องการ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเส้นขอบให้เป็นการไล่โทนสี (Gradient) หรือเป็นพื้นผิว (Pattern) ได้ด้วย